การขับรถอย่างปลอดภัย
ความรู้เกี่ยวกับรถที่นำมาใช้
การขับแซงหรือผ่านขึ้นหน้า
การขับรถผ่านทางร่วม
ทางแยก วงเวียน

อุบัติเหตุจราจรและการป้อง
กัน

การเดินบนถนน การข้ามถนน การขึ้นลงรถประจำทาง
ความรู้เกี่ยวกับการขับรถ
การออกรถ การเลี้ยวรถ
การกลับรถ

การหยุดรถ การจอดรถ
การขับจักรยานยนต์สองล้อ อย่างปลอดภัย

อุบัติเหตุจราจรและการป้องกัน

1. ผู้ใดขับรถ หรือขี่ หรือควบคุมสัตว์ ในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย แก่
บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่ว่า
จะ
เป็นความผิดผู้ขับขี่ หรือ ผู้ขี่ หรือ ควบคุมสัตว์หรือไม่ก็ตาม

ต้องหยุดรถหรือสัตว์ให้ความช่วยเหลือ
ตามควร และพร้อมทั้งแสดงตัวและ
แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียง ทันที กับต้องแจ้ง ชื่อ-ชื่อสกุล และที่อยู่ของตนและหมายเลขทะเบียนรถ แก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย

2. ในกรณีที่ผู้ขับขี่ หรือผู้ขี่ หรือควบคุมสัตว์หลบหนี หรือไม่แสดงตัวต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่เกิดเหตุ ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำ ความผิด และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดรถคันที่ผู้ขับ ขี่หลบหนี หรือไม่แสดงตนว่าเป็นผู้ขับขี่ จนกว่าคดีถึงที่สุด หรือได้ตัวผู้ขับขี่ ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่แสดงตัวต่อพนักงาน เจ้าหน้า ที่ภายใน 6 เดือน นับแต่วันเกิดเหตุ ให้ถือว่ารถนั้นเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ในการ กระทำความผิด หรือเกี่ยวกับการกระทำความผิด และให้ตกเป็นของรัฐ

3. อุบัติเหตุจราจรสามารถป้องกันได้ โดยการแก้ไขจากสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุอันได้แก่
- ผู้ขับขี่ขาดความรอบรู้ในเรื่องรถ, รอบรู้เรื่องทาง, รอบรู้เรื่องวิธีการ ขับรถ, รอบรู้เรื่องกฎจราจร และรอบรู้เรื่องมารยาทในการขับรถ
- ผู้เดินถนนหรือประชาชนทั่วไปขาดความรู้เกี่ยวกับการเดินรถ และ การข้ามถนน ตลอดจนการโดยสารที่ปลอดภัย
- ผู้ขับขี่หรือผู้เดินถนน มีความรู้เกี่ยวกับกฎจราจร แต่ไม่ปฏิบัติหรือฝ่าฝืนกฎจราจร เช่น ขับรถด้วยความประมาทขาดความ ระมัดระวัง, ขับรถในขณะร่างกายหย่อนสมรรถภาพขับรถขณะมึนเมาสุรา, กินยาแก้ง่วงขณะขับรถ, กินยาแก้อาการแพ้, ยาแก้ไข้หวัด ซึ่งทำให้ ง่วงนอนแล้วทำการขับรถ

4. เบรกแตก อาการของเบรกแตก คือ เมื่อเหยียบเบรกแล้วคันเหยียบ เบรกจมหายไปรถไม่หยุดเลย อย่าตกใจใช้วิธีแก้โดยใช้เกียร์ต่ำในทันที หากจวนตัวมากอาจเปลี่ยนจากเกียร์ 4 มาเกียร์ 2 เลยก็ได้ดึงเบรกมือ ช่วย พร้อมกับประคองพวงมาลัยรถให้อยู่ในบังคับเพื่อหลบหลีก รถอื่นๆ ในกรณีคับขันได้

5. ยางแตกหรือระเบิด อาการของยางแตก เพราะถูกตะปูหรือรั่วด้วย สาเหตุใดสาเหตุหนึ่งยางจะค่อย ๆ แบนลง พวงมาลัยรถจะหนักหรือกินไป ทางด้านนั้น วิธีแก้ต้องรีบเบารถทันทีโดยเปลี่ยนเกียร์ลดลงเรื่อย ๆ เพื่อใช้เครื่องชะลอรถ ให้ช้าลง ในขณะที่รถยังมีความเร็วสูงอยู่อย่า เหยียบเบรก ต่อเมื่อรถช้าลงมากแล้วคอยเหยียบเบรกโดยแตะเบา ๆ แล้วแอบเข้าข้างทางเพื่อรอเปลี่ยนยางต่อไป ในกรณีที่ยางระเบิด รถจะเริ่มเสียหลักในทันทีที่เสียงระเบิดของยาง อาจทำให้ท่านตกใจได้ และรถจะมีอาการทรุดฮวบ แฉลบหรือปัดเฉออกนอกแนวทางที่กำลังวิ่งอยู่ ท่านจะต้องคุมสติให้อยู่อย่าเหยียบเบรก เพราะถ้าเหยียบเบรกตอน นี้รถอาจคว่ำได้พยายามบังคับพวงมาลัยอย่าให้รถเฉออกนอกแนวดิ่ง รีบปล่อยคันเร่งพร้อมกับเปลี่ยนเกียร์มาใช้เกียร์ต่ำลดลงเรื่อย ๆ เพื่อ ชะลอรถให้ช้าลง แล้วจึงค่อย ๆ เหยียบเบรกแล้วแอบเอาข้างทางเพื่อ เปลี่ยนยางต่อไป

6. ขับรถขณะฝนตกหรือถนนลื่นควรชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงกว่า ปกติ และทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากขึ้น เมื่อจะต้องหยุดรถ พยายามเปลี่ยนมาใช้เกียร์ต่ำเพื่อช่วยชะลอรถ อย่าเบรกโดยกระทันหัน หรือหักพวงมาลัยรถอย่างฉับพลัน เพราะอาจทำให้รถปัด หรือหมุนได้
เมื่อขับรถผ่านถนนที่มีน้ำท่วมหรือน้ำขัง น้ำอาจเข้าเบรก ทำให้เบรก ไม่อยู่ ควรขับอย่างช้า ๆ ด้วยเกียร์ต่ำ เมื่อผ่านมาแล้วควรลองเบรกว่าอยู่ หรือไม่โดยเหยียบเบรกหลาย ๆ ครั้งเพื่อไล่น้ำจนกระทั่งมั่นใจว่าเบรก ใช้การได้ตามปกติ

7. การขับรถขึ้นเขา, ขึ้นเนินสูง และการขับรถลงเขา หรือขึ้นสะพาน
ขับรถขึ้นเขา หรือขึ้นเนินสูง หรือขึ้นสะพาน รถขณะขึ้นเขา หรือขึ้น เนินสูง ๆ รถจะหนัก เครื่องยนต์ทำงานหนัก เพราะความสูงของถนน ที่ลาดชันขึ้นจะทำให้รถไหลลง ฉะนั้น การขับรถขึ้นเขาหรือขึ้นเนินสูง ๆ จะต้องลดเกียร์จะฉุดตัวรถไม่ขึ้นและเครื่องยนต์จะดับรถก็ไหลจากเขา ถ้าเครื่องดับและรถหยุด ต้องเหยียบเบรกและดึงเบรกมือช่วยถ้าเป็น รถหนักหรือรถบรรทุกต้อง ใช้ ไม้หนา ๆ หนุนล้อทั้ง 4 ล้อไว้เพื่อป้องกัน รถไหลลง

8. การขับรถลงเขา, ลงเนินสูง และลงสะพานสูง ๆ ความเร็วของรถจะ เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ มากกว่าปกติ อาจเกิดอันตรายได้ง่าย ฉะนั้นการขับรถ ลงจากเขาหรือเนินสูง ๆ หรือลงสะพานสูง ๆ ต้องลดเกียร์มาใช้เกียร์ต่ำ หากเครื่องยนต์ดับ ให้เหยียบเบรกให้รถหยุด และดึงเบรกมือหรือใช้ไม้ รองล้อทั้ง 4 ล้อไว้ เพื่อป้องกันรถไหลลง

9. ห้ามแซง ขณะขับรถขึ้นเขา ขึ้นเนิน หรือสะพานสูง ๆ และขับรถลงเขา หรือลงเนินและสะพานสูง เพราะมองไม่เห็นรถที่สวนมา

10. เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือรถเสีย ให้นำรถจอดแอบเข้าข้างทาง หรือ เข็นไปจอในที่ที่มีแสงสว่างที่จะให้รถผ่านไปมาเห็นได้ชัดและจะต้องเปิด สัญญาณไฟฉุกเฉิน หรือไฟเหลืองกระพริบเตือนให้รถอื่นเห็น หากไฟ ฉุกเฉินเสีย ให้ใช้ไฟฉาย หรือจุดโคมไฟ หรือถ้าจำเป็นให้ใช้กิ่งไม้ กองไว้ห่างจากด้านหน้าและด้านหลังรถพอ สมควร เพื่อเตือนให้รถที่วิ่ง ผ่านไปมาได้เห็น จะได้ระมัดระวัง (ถ้าเป็นกลางคืนอาจใช้กิ่งไม้ก่อเป็น กองไฟไว้ให้ห่างจากหน้ารถ หลังรถพอ สมควรถ้าจำเป็น แต่ระวัง
เรื่องควันไฟจากการจุดกองไฟด้วย)

11. เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุชนกันอยู่กลางถนนไม่สามารถเข็นเข้าข้าทางได้ ผู้ประสบอุบัติเหตุหรือประชาชนที่ อยู่ใกล้เคียงไม่ควรไปมุงดูอยู่บริเวณ ที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลากลางคืนเพราะอาจเกิดอันตรายจาก รถที่วิ่งสวนไปมาได้ง่าย บางครั้งรถอื่นอาจพุ่งเข้าไปใส่ฝูงชนจะทำให้ตาย และบาดเจ็บมากในกรณีที่เกิดเหตุรถขวางอยู่กลางถนนหรือผิวการ จราจร ไม่สามารถ จะเอารถ แอบ เข้าข้างทางได้ ผู้ขับขี่หรือผู้ประสบเหตุ จะต้อง คอยให้สัญญาณเตือนแก่รถที่ผ่านไปมาห่างจากจุดเกิดเหตุพอ สมควร ถ้าเป็นเวลากลางคืนต้องให้สัญญาณไฟ และรีบแจ้งตำรวจ, ตำรวจจราจร หรือตำรวจทางหลวง มาปิดการจราจร หรือคอยให้ สัญญาณจราจร

12. คำแนะนำการขับรถทางไกล ข้อควรปฏิบัติก่อนเดินทาง
12.1 ตรวจสภาพและอุปกรณ์ต่างๆ ของรถให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี และปลอดภัย
- ตรวจช่วงล่าง, คันส่งคันชักพวงมาลัย,ตรวจนอตล้อทั้ง 4 ล้อ ขันแน่น
- ตรวจยางทั้ง 4 ล้อ และยางอะไหล่ด้วย ยางไม่มีดอก ควรเปลี่ยน วัดลมยางทั้ง 4 ล้อ ให้ได้ขนาดของรถ และน้ำหนักบรรทุก และควรมี ที่วัดลมยางไปด้วยถ้าไม่มีที่วัดลมเมื่อเติมลมแล้วยางแนบสัมผัสกับพื้น ประมาณ 6 นิ้ว
- เตรียมแม่แรงประจำรถ, เหล็กขันแม่แรงและกุญแจขันแม่แรง ตรวจสอบว่าแม่แรงใช้การได้หรือไม่
- ตรวจระบบเบรกว่า ใช้การได้ดีหรือไม่ ผ้าเบรกใกล้จะหมดหรือยัง น้ำมันเบรกมีเพียงพอหรือไม่
- ตรวจเบรกมือใช้การได้ดีหรือไม่
- ตรวจระบบเครื่องยนต์ สตาร์ท ติดเครื่องยนต์เดินเรียบสม่ำเสมอ (ประมาณ 800 - 1,000 รอบ) โดยดูว่าสายพานเครื่องยนต์ชำรุด หรือ หย่อนจนไฟไม่ชาร์จหรือไม่ถ้าเครื่องเดินไม่เรียบอาจต้องเปลี่ยน หัวเทียนและทองขาว ถ้าเครื่องเดินปกติ เมื่อเร่งเครื่องไปจะชาร์จเข้า แบตเตอรี่ ถ้าไฟไม่ชาร์จวิ่งไปเรื่อยๆ ไฟจะหมดหม้อแบตเตอรี่ เครื่องยนต์จะดับหรือสตาร์ทไม่ติดไฟหน้าไม่สว่าง แตรไม่ดัง ไฟชาร์จ ติดหรือไม่ ให้ดูที่หน้าปัดรถจะมีเข็มหรือไฟแดงที่หน้าปัดออก ไฟชาร์จจะแดงขึ้น
- ตรวจดวงไปหน้าทั้ง 2 ด้วยไฟท้าย,ไฟเบรก,ไฟเลี้ยว,ไฟฉุกเฉินทุกดวง ต้องสว่างเพียงพอ และใช้การได้ดีทุกดวงปรับไฟสูง-ไฟต่ำ ให้ได้ขนาด ตามที่กำหนดไว้ถ้าหลอดขาดหรือฟิวส์ขาดให้เปลี่ยน ถ้าฝนตกขณะ เดินทาง น้ำโคลนกระเด็นเปื้อนดวงโคม ต้องหยุดรถเช็ดให้สะอาด มิฉะนั้น คราบน้ำโคลนจะบังแสงทำให้แสงสว่างไม่เพียงพอ ในกรณีที่รถบรรทุกอื่นยาวพ้นเกินตัวรถ จะต้องใช้ผ้าแดงและ
ดวงไฟสีแดงติดไว้ที่ปลายของส่วนที่ยื่นออกไป ถ้าตัวรถมีความยาวมาก เช่น รถทัวร์, รถเมล์ประจำทาง รถบรรทุกซุง,รถบรรทุกแทรกเตอร์ จะติดโคมไฟสีเหลือง หรือแดงไว้เป็นระยะ ตามความยาวของตัวรถ
ทั้งสองข้าง
- ตรวจระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ น้ำกลั่นต้องไม่ต่ำกว่าขีดล่าง และ ไม่สูงกว่าขีดบนของขีดบอกระดับน้ำกลั่นซึ่งติดอยู่กับหม้อแบตเตอรี่ และหม้อแบตเตอรี่ต้องมีสภาพดีเก็บไฟอยู่
- ตรวจน้ำในหม้อน้ำ (รังผึ้ง)ถ้าหม้อน้ำแห้งหรือทางเดินของน้ำหมุนเวียน อุดตันเครื่องยนต์ จะร้อน โดยดูจากหน้าปัดวัดความร้อน อาจทำให้ เสื้อสูบแตกหรือชาร์จละลาย
- ถ้าน้ำหมดระหว่างขับรถไปอุณหภูมิของเครื่องยนต์จะสูงขึ้น การเปิดฝา หม้อน้ำต้องใช้ความระมัดระวังไอน้ำจะดันฝาน้ำ ไอน้ำร้อนจะเข้าตา หรือถูกมือและอย่าเติมน้ำทันที ต้องปล่อยให้เย็นเสียก่อนจึงเติมน้ำ มิฉะนั้นฝาสูบหรือเสื้อสูบจะแตก
- ตรวจน้ำล้างกระจก ท่อฉีดน้ำกระจกต้องไม่อุดตัน ที่ปัดน้ำฝนใช้การได้ดี
- ตรวจน้ำมันเครื่อง และไส้กรองน้ำมันเครื่องจะต้องเปลี่ยนทุก 5,000 -10,000 กม. โดยดูตามสมุดคู่มือประจำรถ
- ตรวจและเติมน้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟื่องท้าย ถ้าถนนน้ำท่วม อาจจะเข้าไปผสมกับน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ และน้ำมันเฟืองท้าย ต้องเปลี่ยน
- ตรวจน้ำมันเชื้อเพลิงมีเพียงพอหรือไม่และไส้หม้อกรองน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องสะอาด ถ้าสกปรกต้องเปลี่ยน (ปกติจะเปลี่ยนทุก 10,000 - 20,000 กม. โดยดูจากสมุดคู่มือประจำรถ) ถ้าหม้อกรองน้ำมันเชื้อเพลิงหรือ ทางเดินน้ำมันอุดตันเครื่องยนต์จะเดินไม่สะดวกและดับ น้ำมัน เชื้อเพลิงต้องเติมให้ตรงกับชนิดของรถ เช่น น้ำมันเบนซินธรรมดา ,ซุบเปอร์,ดีเซล น้ำมันผสมน้ำมันเชื้อเพลิงต้องสะอาด และไม่มีเศษหรือ ผงน้ำเจือปน ถ้าไม่แน่ใจว่าน้ำมันเชื้อเพลิงสะอาดให้กรองด้วยกรวย ถ้าเป็นเครื่องยนต์ดีเซลควรตรวจดูน้ำมันอาจจะมีน้ำผสมมาในน้ำมัน เชื้อเพลิง ถ้าน้ำเข้าเครื่องยนต์จะดับต้องเสียเวลาถอดหัวฉีดออกไล่น้ำ
- ตรวจระบบแตรใช้การได้ดีหรือไม่
- ตรวจระบบแอร์ ถ้าน้ำยาแอร์ไม่เพียงพอ แอร์จะไม่เย็นโดยดูจากช่องดู น้ำยาแอร์ใกล้ ๆ กับคอมเพรสเซอร์ของแอร์ จะมีฟองอากาศและให้ตรวจ ดูสายพานแอร์ว่าหย่อนหรือชำรุดหรือไม่
- ตรวจเสียงที่ผิดปกติธรรมดาที่เคยมี
- ตรวจการรั่วไหลของน้ำ-น้ำมันเชื้อเพลิง-น้ำมันหล่อลื่นต่าง ๆ
- นำรถไปอัดฉีดจาระบีล้อ เติมน้ำมันเกียร์, น้ำมันเฟืองท้าย

12.2 เตรียมอุปกรณ์และอะไหล่ที่จำเป็นระหว่างเดินทาง
- ฟิวส์ต่าง ๆ ของรถ(รถทุกคันจะมีแผ่นฟิวส์ติดอยู่ใกล้ห้องเครื่องหรือ ตอนหน้าของรถ ให้ศึกษาว่าฟิวส์ของดวงโคม,แตร อยู่ช่องไหน ฟิวส์ขนาดกี่แอมแปร์)
- หลอดไฟหน้า -หลัง
- แกลลอนน้ำมันเครื่อง (ในกรณีที่เครื่องยนต์หลวมและกินน้ำมันเครื่อง)
- แกลลอนน้ำมันเชื้อเพลิง (อะไหล่) พร้อมกรวยกรองน้ำมัน
- ไฟฉาย ควรใช้ไฟฉายที่มีทั้งโคมไฟสีขาวและไฟสีแดง หรือเหลือง ส่องกะพริบในอันเดียวกัน เพื่อใช้เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน
- เครื่องดับเพลิงสำหรับรถ
- น้ำยาปะอุดยางพร้อมเติมลมไปได้ด้วย (มีในท้องตลาดเป็นกระป๋อง เท่ายาฉีดยุง สามารถฉีดเข้าไปตรงหัวจุกเติมลม และทำหน้าที่อุดรอยรั่ว และเพิ่มลมได้ในเวลาเดียวกัน
- เชือกไนล่อนขนาดนิ้วก้อยยาวประมาณ 10 เมตรสำหรับลากรถ เมื่อรถเสีย
- ชุดปฐมพยาบาล
- ไม้รองล้อทั้ง 4 ล้อ ถ้าเป็นการบรรทุกของหนัก

12.3 ก่อนขับรถทางไกลผู้ขับขี่ควรพักผ่อนร่างกายให้เพียงพอ

12.4 การขับรถทางไกลในเวลากลางคืนเกินกว่า 150 กม. ขึ้นไป ควรมีผู้ขับขี่อีกคนหนึ่งเพื่อช่วยขับรถในเมื่อคนขับต้องการพักผ่อน ร่างกาย

12.5 พึงงดเว้นการดื่มสุราของมึนเมาทุกชนิด

12.6 ควรศึกษาแผนที่, คู่มือการท่องเที่ยว,ถามผู้รู้หรือเจ้าหน้าที่ผู้ เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจท้องที่, ตำรวจทางหลวง ควรรูจุดตั้ง และ หมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยกู้ภัย, ยาม, ตำรวจ, สถานตำรวจภูธร, ปั๊มน้ำมัน, ร้านปะยางตู้โทรศัพท์สาธารณะเพื่อใช้บริการ เมื่อมีเหตุ
ขณะเดินทางควรปฏิบัติดังนี้

(1) อย่าแซงรถในที่คับขัน, บนสะพาน, ทางโค้ง, ทางแยก, ทางร่วม หรือ ณ จุดที่มีเส้นขาวทึบ หรือเหลืองทึบ
(2) อย่าขับรถตามหลังคันอื่นในระยะกระชั้นชิด
(3) อย่าขับรถแข่งกันด้วยความคึกคะนอง
(4) อย่าขับรถเร็วเกินอัตรากำหนด
(5) การใช้สัญญาณก่อนจะหยุดรถ, เลี้ยวรถ, ขอทางแซงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรถอื่นจะได้ทราบ
(6) รถที่ขับช้าหรือรถที่ใข้ความเร็วต่ำกว่าความเร็วของรถอื่นที่ขับไปใน ทางทิศเดียวกัน ควรขับรถให้ใกล้ของทางเดินรถด้านซ้ายเท่าที่จะทำได้
(7) ทางเดินรถที่มีแบ่งช่องเดินรถไปในทางเดียวกันเกินกว่า 1 ช่อง ให้เดินรถในช่องที่ 1 ชิดขอบทางซ้ายมือ เว้นไว้แต่ว่าจะแซงขึ้นหน้า หรือเลี้ยวขวา รถอื่นเมือแซงพ้นแล้วให้กลับเข้าช่องที่ 1ชิดขอบทาง ซ้ายมือ
(8) ขับรถสวนกันให้ใช้ไฟต่ำ
(9) การขับรถผ่านทางแคบระหว่างภูเขา หรือระหว่างเนินหรือการขับรถ ในทางเดินรถบนภูเขาหรือบนเนิน ควรขับให้ชิดขอบทางด้านซ้าย และเมื่อถึงทางโค้งควรให้เสียงสัญญาณ เพื่อเตือนรถอื่นที่จะสวนทางมา
(10) ในการขับรถบนทางหลวง ท่านต้องสังเกตและปฏิบัติตามป้าย สัญญาณจราจรที่อยู่สองข้างทางและเส้นแบ่งการจราจรบนถนน

สนับสนุนเว็บไซต์โดย บริษัทสามารถ มัลติ มีเดีย จำกัด
Copyright© 2002 Trafficpolice.go.th All Rights Reserved.