โครงการจราจร
เลิกแล้วการบังคับใช้ฟิล์มกรองแสง

กฎหมายบังคับใช้ฟิล์มกรองแสง ขณะนี้ได้ยกเลิกอย่างเป็นทางการแล้ว โดยการเปิด เผยของนายพงศกร
เลาหวิเชียร รมช.กระทรวงคมนาคม ด้วยเหตุว่าจะมีรถจำนวน 3,875,199 คันที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการติดฟิล์มคิด
หยาบๆ ในอัตราคันละประมาณ 3,000 บาท จะต้องใช้เงินสูงถึง 11,625 ล้านบาท และยังจะทำให้ประเทศไทยเสียดุล
การค้าต่างประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากฟิล์มกรองแสงเป็นสินค้านำเข้า ภาวะเศรษฐกิจ ขณะนี้ไม่ไหวหมื่นกว่าล้านเป็น
สินค้านำเข้า และมีข่าวว่าผู้ประกอบการที่ซื้อฟิล์มไว้ รับกฎหมายนี้เราต้องมาพิจารณาดูว่าความเดือดร้อนของ
ประชาชน 5 ล้านคนกับความเดือนร้อนของผู้ประกอบการเพียง 1 รายหรือ 2 ราย เราจะให้น้ำหนักทางด้านไหนมาก
กว่า ในฐานะของผู้บริหารต้องดูความเดือดร้อนของประชาชนจำนวนมากกว่าแล้วมูลค่าของทรัพย์สินที่สูญเสียหมื่น
ล้าน เราจะไม่ห้ามติดฟิล์ม แต่ให้การติดนั้นเป็นไปตามความสมัครใจ เพราะฉะนั้นใครต้องการระดับนี้ไปซื้อมาติด ของไม่ได้เน่าเสีย


ส่วนเรื่องอาชญากรรม นายพงศกร กล่าวว่าแล้วแต่มอง บางคนต้องติดฟิล์มทึบหน่อย เพราะเอาของมีค่าไว้ในรถหรือ
บางครั้งคนต้องใช้รถเดินทางทั่วไป การแต่งตัวก็ต้องแต่งในรถ ผู้หญิงก็เดินทางคนเดียวต้องติดฟิล์มทึบในรถช่วย
เพิ่ม ความปลอดภัยเช่นกัน สำหรับรถใหม่ 1.5 ล้านคัน จะติดฟิล์มทึบหรือฟิล์มใสก็แล้วแต่ความสะดวก ข้อเท็จจริง
รถใหม่จะใสพอดี แต่พอได้ทะเบียนแล้วไม่นานก็ลอกติดฟิล์มทึบกันส่วนใหญ่ และการติดฟิล์มที่เข้าข่ายว่าผิดแน่ คือการติดฟิล์มฉาบปรอท อย่างนี้ผิดเป็นเรื่องต้องห้ามตามกฎกระทรวงในเรื่องเกี่ยวกับลักษณะรถ เพราะฟิล์ม
ปรอทจะสะท้อนแสงเข้าตาผู้อื่นได้

ย้อนถึงกฎหมายนี้นั้นเริ่มต้นจากในขณะเวลาที่ กรมการขนส่ง ออกกฎหมายเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาโดยเข้าไปดูรายงานในแต่ละประเทศว่าในประเทศใดใช้บ้าง พบว่ามีแต่ประเทศในยุโรป กำหนดให้ใช้ฟิล์มติดรถยนต์ที่ค่อนข้างใสเพราะมีสภาพอากาศหนาวเย็น หลังจากนั้นมาศึกษาอีกว่าประเทศใดในภูมิภาคเอเชียใช้บ้างและไปพบประเทศมาเลเซีย ใช้อัตราร้อยละ 50 แต่ความเห็นของคณะกรรมการในสมัยนั้นมองว่าอัตราให้ค่าของแสงผ่านได้ร้อยละ 40 เหตุผลก็คือเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและอาชญากรรม โดยพิจารณาเห็นว่า รถยนต์หากติดฟิล์มตามข้อกำหนดจะทำให้ผู้ขับขี่รถสามารถมองทัศนวิสัยของการ จราจรภายนอกได้ดีกว่าการติดฟิล์มทึบและยังทำให้ผู้ขับรถตามหลังสามารถมองภาพ การจราจรโดยทั่วไปได้ดียิ่งขึ้นประกอบกับบุคคลภายนอกยังสามารถมองเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในตัวรถได้ด้วยหากมีเหตุอาชญากรรม แต่เมื่อนำรถยนต์ที่ติด ฟิล์มกรองแสงจากเจ้าของรถโดยทั่วไปมาพิจารณาตรวจสอบปรากฏว่า แสงจะส่องผ่านได้ประมาณร้อยละ 30 เท่านั้นซึ่งหมายความว่ารถส่วนใหญ่ต้องลอกฟิล์มเก่าออก
สนับสนุนเว็บไซต์โดย บริษัทสามารถ มัลติ มีเดีย จำกัด
Copyright© 2002 Trafficpolice.go.th All Rights Reserved.